ยิ่ง อยู่ ยิ่ง แย่
posted on 24 Apr 2008 21:04 by faireduผมคิดว่ายิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าใด การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ยิ่งยากขึ้นมากเท่านั้น
โดยเฉพาะการจะมีชีวิตเป็นของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
ไม่เพียงแค่การดำเนินชีวิตธรรมดาสามัญทั่วไปที่เราทำกันอยู่อย่างปกติ ที่เราคิดว่ามันปกติ แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ปกติ
เราไม่เป็นตัวตนของตัวเองแม้กระทั่งในเวลาที่เรากำลังทำเรื่องที่เป็นปกติของตัวเราที่เคยทำๆ มา
แม้กระทั่งการนั่งอยู่หน้าจออะไรสักอย่างหนึ่งในตอนนี้
ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
๑.
การมีเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิต ใครๆ ต่างก็บอกว่าชีวิตมันจะสบายขึ้นด้วยมันสมองและสองมือของมนุษยชาติด้วยกันนี้ ยกตัวอย่างเช่น อีเมล ที่ใครหลายคนบอกว่ามันจะเข้ามาแทนที่ระบบไปรษณีย์ที่ใช้กันมาเป็นร้อยๆ ปี และมันก็อาจเป็นความจริง ปัจจุบันตู้ไปรษณีย์หลายๆ บ้านคงมีแค่บิลภาระที่จำเป็นต้องจ่าย (ไฟ น้ำ โทรศัพท์ อินเตอร์เนต!) บิลหนี้ล่วงหน้า โปรโมชั่นพิซซ่า หรือยาอายุวัฒนะที่อ่านแล้วต้องลอกต่ออีกสิบฉบับ
คงไม่มีใครเขียนจดหมายโรยแป้งหอมและพรมจูบส่งไปให้ใครอีกคนหนึ่งอีกแล้ว แต่ก็ยังมีนักหวลอดีตที่ยังพิสมัยการส่งจดหมายหรือไปรษณียบัตร ทั้งดัดจริตที่จะหวลและไม่ดัดจริตที่จะหวล
ผมเชื่อว่า มนุษย์คิดอยู่เสมอว่านวัตกรรมอันใดไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ นวัตกรรมนั้นก็ต้องหายไปเพราะมันไม่อาจรับใช้มนุษย์ได้อีกต่อไป เช่น โทรเลข
ใจหายมั้ย? ก็ใจหาย แต่คงไม่มานั่งฟูมฟายคร่ำครวญเหมือนกับญาติสนิทตายจากไป มานั่งอาลัยรักว่าฉันจะไม่มีวันลืมเธอ โทรเลขจ๋า
ผมว่าความคิดแบบนี้แหละที่ดัดจริต!
ในเมื่อตัวคุณเองมิใช่หรือที่สนับสนุนสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในเมื่อตัวคุณเองมิใช่หรือที่ใช้ไอ้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่น เมื่อคุณเลือกที่จะใช้มัน คุณจะมานั่งพร่ำเพ้อถึงของเก่าที่คุณถีบหัวส่งอยู่เพื่ออะไร ไปมีความสุขอยู่กับสิ่งใหม่ๆ ไม่ดีกว่าหรือ
ผมเชื่อว่าคนที่มานั่งพร่ำนึกถึงอดีตกาลอันแสนหวานของโทรเลขนั้นทุกคนคงมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กัน มันแอบซ่อนอยู่ใกล้ๆ เป้ากางเกงหรือกระเป๋าถือของคุณนั่นแหละ ในขณะที่คุณกำลังพร่ำเพ้อหาอดีตของสิ่งที่คุณแทบจะไม่เคยแตะต้องมันด้วยซ้ำ
ดังนั้นผมจึงรู้สึกมีอคติขึ้นมาทันทีที่มีรายการท่องเที่ยวพาไปชมสวนท้องร่อง ดูหิ่งห้อย เที่ยวตลาดเก่า ด้วยสายตา "อู้หู" และส่งต่อความดัดจริตมาให้ผู้ชมทางบ้านว่าเราช่างมีวัฒนธรรมที่ดีงาม ควรรักษาสืบต่อ และวิธีง่ายๆ คือ "การมาเที่ยวชมดูของเก่าๆ อย่างนี้กันนะคะ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไปยังลูกหลานเหลนโหลนลื้อ"
ผมคิดว่าไอ้วิธีคิดแบบนี้ มันเป็นวิธีคิดแบบ "ไทยทำไทยใช้" โดยเฉพาะเลยนะครับ โนอิมปอร์ตจากฝรั่งมังค่าใดๆ ทั้งสิ้น
๒.
มีครั้งหนึ่งผมเปิดอีเมลเหมือนปกติที่เคยทำเวลาใช้อินเตอร์เนต ทุกครั้งในกล่องจดหมายของผมจะมีแต่จดหมายส่งต่อ (FW Mail) เรื่องต่างๆ เช่น ลูกใกล้ตายขอเลือดด่วน ภาพโป๊ ข้อคิดคำคมในการประกอบชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เพื่อนผมได้มาและส่งมาให้ผมอีกที วนไปเวียนมาไม่รู้จักจบจักสิ้น โดยที่อีเมลไม่เคยทำหน้าที่ของมันเลยสักครั้งคือการรับจดหมายที่เป็น "จดหมายจริงๆ" สักฉบับหนึ่ง จนผมต้องตอบกลับเพื่อนไปว่า "กูจะใช้อีเมล กูไม่อยากอ่านจดหมายส่งต่อเว้ย"
ได้ผล แค่นั้นเพื่อนผมก็ไม่เคยส่งอะไรมาหาผมอีกเลย กล่องจดหมายผมจึงว่างเปล่า และมีเฉพาะจดหมายที่เป็นเรื่องจำเป็นเท่านั้น ซึ่งมีน้อยมากๆ
หลายคนอ่านอาจมองว่าทำไมไอ้คนเขียนถึงดูคร่ำเคร่งกับชีวิตนักวะกะอีแค่เรื่อง FW mail แค่นี้ ผมแค่คิดว่าผมไม่อยากมักง่ายต่อไป เพราะอันที่จริงผมก็เคยส่งต่ออีเมลแบบนี้เหมือนกัน แม้กระทั่งการส่งอีเมลไปหาเพื่อนที่นั่งทำงานโต๊ะข้างๆ เพื่อชวนไปดูหนังก็ยังเคยทำมาแล้ว
อย่างเช่น FW mail อันหนึ่งที่ลูกสาวไม่สบายต้องการเลือดด่วน ผมคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องจริง แต่คงเป็นเรื่องจริงเมื่อนานมาแล้ว หลายคนเมื่อได้รับจดหมายนี้คงรู้สึกสงสาร น่าเวทนา แต่่ ไม่มีปัญญาอันใดจะช่วยได้ สิ่งที่ทำได้คือส่งมันต่อไป เมื่ออีกคนหนึ่งได้รับก็อาจคิดเหมือนคุณ (และก็คิดเหมือนคุณจริงๆ คือ ) ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้รับจดหมายฉบับที่เด็กขาดเลือดนี้ได้รวมทั้งหมดแปดฉบับในระยะเวลาสามปี
หรือการเล่น HI5 ที่หน้าเวปโปรยคำเชิญชวนว่าถ้าเราสมัครแล้วเราจะพบเจอเพื่อนทั้งเก่าและใหม่หลายล้านคน ดูเหมือนเป็นการสร้างสังคมที่ดี แต่เอาเข้าจริงผมเห็นคนเล่น HI5 ที่มีเพื่อนหลายสิบมีคอมเม้นท์หลายร้อย กลับเป็นคนหงอยๆ นั่งโดดเดี่ยวอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน นี่น่ะหรือคนมีสังคม
ผมว่าคนเรายิ่งมีชีวิตอยู่ ก็ยิ่งหลอกตัวเองเข้าไปทุกวัน มันคงมีความสุข แต่เป็นความสุขแบบหลอกๆ เพราะตัวเขาก็ยังหลอกตัวเองไปวันๆ เช่นกัน
มิพักต้องไปเรื่องไกลตัว แค่จะเขียนบลอคใน exteen ยังมานั่งกังวลนักกังวลหนากลัวไม่มีใครเข้ามา กลัวไม่มีใครคอมเม้นท์ กลัวไม่ได้ขึ้น Hot Post กลัวไม่เป็นที่รู้จัก กลัว กลัว กลัว ไปหมดทุกอย่าง
จะมีสักอย่างมั้ยที่ทำแล้วมีความสุขและเป็นตัวของตัวเอง
๓.
ครั้งหนึ่งเมื่อผมยังไม่รู้จักกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง (เมื่อผมอยู่ ม.6 โน่นแน่ะ) วันเวลาที่ผ่านไปผมทำอะไรบ้าง ผมเคยมานั่งนึกดูก็ออกมาดังนี้
ตื่นหกโมง อาบน้ำ ไปโรงเรียน
ถึงโรงเรียนเจ็ดโมง กินข้าว ตบหัวเพื่อน และนั่งเม้าท์ฟุตบอล
แปดโมงเข้าแถว
เริ่มเรียนคาบแรก เพื่อนหลังห้องแอบออกไปซื้อสตาร์ซอคเกอร์
เที่ยงพัก กินข้าว เตะบอลนิดนึง และก็แย่งกันอ่านสตาร์ซอคเกอร์เล่มนั้น
บ่ายโมงเริ่มเรียนอีกครั้งจนถึงบ่ายสามโมงครึ่ง
บ่ายสี่โมงเตะบอล เตะบอล และเตะบอล
บ่ายห้ากลับบ้าน อาบน้ำ กินข้าว ดูทีวี
ทุ่มก็ยังดูทีวีและนั่งเม้าท์กับแม่
สองทุ่มฟังวิทยุ ทำการบ้านถ้ามี อ่านหนังสือทั้งหนังสือเรียนและหนังสืออ่านเล่น
นอนห้าทุ่ม
ในขณะที่ผมโตขึ้นและใช้ชีวิตในการทำงาน เทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในชีวิตของผม มันไม่น่าเชื่อว่าวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ นี่คือสภาพชีวิตเมื่อเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว
เจ็ดโมงเช้าตื่น อาบน้ำ ออกจากบ้าน
แปดโมงอยู่บนรถ
เก้าโมงถึงที่ทำงาน
เก้าโมงครึ่งถึงเที่ยงนั่งอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์
เที่ยงถึงเกือบบ่ายโมงกินข้าวเที่ยง
บ่ายโมงถึงหกโมงนั่งอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์
หกโมงครึ่งกลับบ้าน
ทุ่มถึงสองทุ่มอยู่บนรถ
สองทุ่มครึ่งถึงบ้าน อาบน้ำ กินข้าว
สามทุ่มหลับ
ผมคิดอยู่เสมอในตอนนั้นว่าผมกำลังถูกคอมพิวเตอร์กระทำชำเรา
๔.
การเริ่มต้นที่จะสร้างบลอคขึ้นมานั้นไม่ยากเลย แต่การที่จะดำรงวิถีชีวิตในบลอคนั้นยากนัก
ผมว่าคนหลายคนประสบปัญหาคือกลัวไม่มีใครเห็นตัวตนของเราหรือกลัวไม่มีใครรับรู้ตัวตนของเรานั่นเอง
จริงๆ แล้วคนทำบลอคไม่จำเป็นต้องกลัวในเรื่องนี้เลย ตราบใดที่บลอคยังเป็นบลอคของคุณ คุณก็สามารถแสดงตัวตนของคุณได้อย่างเต็มที่ (ตามความคิดของผู้ให้บริการบลอคนั้นให้สิทธิ์ที่ให้ได้) แต่สิ่งที่คนทำบลอคกลัวคือ กลัวไม่ไม่มีใครมารับรู้ตัวตนของเรา
บอกแบบนี้เหมือนการเขียนบลอคเป็นการหว่านพืชหวังผล จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีวิธีคิดแบบเดียวกันคือการโน้มน้าวให้ใครต่อใครมาอยู่ข้างเรา รับเราเป็นพวกเขาหรือเราให้เขามาเป็นพวกสลับกันไป แต่ทีนี้ไอ้สิ่งที่เรียกว่าบลอคในปัจจุบันใครจะเชื่อว่ามันมีอิทธิพลต่อเราขนาดนี้
บางคนเขียนเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ใครสักคนมาเห็นด้วยกับเรา ชอบเรา ติดตามเรา เพราะมันทำให้เราดูมีคุณค่า
บางคนเขียนบลอคเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองเป็นมหาบุรุษหรือมหาสตรีผู้มองโลกในแง่ดี มีชีวิตมีชีวาที่สวยงาม เป็นบุคคลพึงน่าคบหา
บางคนเขียนบลอคเพื่อหลอกหลอนตัวเอง และหลอกคนอื่นไปด้วยในคราวเดียวกัน
บางคนเขียนบลอคเพื่อบำบัดตัวตนของตัวเอง
มานั่งคิดอีกทีการใช้บลอคดูจะเป็นพิธีกรรมเข้าไปทุกที
แปลกดี
๕.
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่ในช่วงเวลานี้